ฉบับนี้ ขอเขียนเป็นภาษาไทยครับ เพราะอายที่จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ และเป็นเรื่องประเด็นทางกฎหมายที่โดนการเมืองแทรกแซงเต็ม ๆ .... เรื่องที่จะเขียน ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับ ITV และประเด็นง่าย ๆ ทางกฎหมายมหาชน ครับ
สักอาทิตย์ หรือ สองอาทิตย์ ได้แล้วมั๊ง ที่เห็นประเด็นเรื่อง สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ว่าควรจะปิด หรือ เปิด จะโอน หรือไม่โอน ฯลฯ อย่างไร เรื่องนี้ เป็นประเด็นปัญหาทางกฎหมายมหาชน ง่าย ๆ แบบเด็กอมมือ ก็ตอบได้เร็วที่สุด เหมือนกับ เค๊กก้อนหนึ่ง เท่านั้น
เมื่อหลายปีก่อน บริษัทชินวัตร ได้เข้ามาถือหุ้นข้างมากของสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี แต่การถือหุ้นข้างมากของบริษัทใด บริษัทหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัท หมู หมา กา ไก่ หรือ องค์กรรัฐ หรือ องค์กรรัฐวิสาหกิจใด ๆ ก็ตาม ไม่ได้ทำให้ สถานะของสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี แปรเปลี่ยนสภาพการให้บริการโดยเนื้อแท้ของกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทย ที่ถือเป็น การให้บริการสาธารณะ หรือ Public Service ไปเป็นกิจการของเอกชน ไปได้เลยแม้แต่น้อย
คำว่า Public Service ย่อมมีความหมายในตัวเอง ว่าจะต้องเป็น การจัดทำเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก ซึ่งสถานีไอทีวี เป็นสถานีให้บริการข่าวสารเป็นหลัก ตรงตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานีอิสระ ทีเกิดขึ้นหลังจาก การขบถของคณะทหาร รสช. เมื่อปี ๒๕๓๔ แล้วมีการปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ซึ่งจำได้ว่า ในครั้งนั้น รัฐบาลประชาธิปไตย พยายามจะจัดตั้งสถานีแบบไอทีวี สัก ๕ หรือ ๑๐ ช่อง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ .... ผมเดาว่า เพราะประเทศเราจน...... ไม่มีปัญญาจะบริหารสถานีโทรทัศน์ให้ดี จนเป็นที่นิยมของคนไทยได้ทั้งหมด แค่ช่อง ๑๑ ก็แทบจะเอาตัวไม่รอด
มาพูดถึง Public Service ต่อ การจัดทำบริการสาธารณะ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการให้แก่ประชาชน อย่างต่อเนื่อง ซึ่งง่าย ๆ ก็คือ จะสะดุด หรือ ขาดตอนลงไม่ได้ การจะปิดสถานีไอทีวี เพราะ การโอนกิจการ เปลี่ยนแปลงเจ้าของ ต้องระงับการออกอากาศชั่วคราว จึงกระทำไม่ได้
การจัดทำบริการสาธารณะ โดยหลักการแล้ว จะต้องไม่มุ่งแสวงหากำไร เราจะเห็นตัวอย่างมากมาย ของการบริการสาธารณะที่ขาดทุนย่อยยับ อย่างการรถไฟ และ ขสมก. แต่ รัฐก็ไม่อาจจะอ้างว่า ขาดทุน แล้วขอปิดกิจการไม่ได้ เช่น เดียวกับ สถานีไอทีวี ที่เริ่มตั้งดูเหมือนจะผิดมาก ๆ ที่ให้มีการประมูลแข่งขันแข่งกัน เพื่อจะดูว่า คนที่จะเข้ามาให้บริการรายใด จะให้ประโยชน์แก่รัฐได้สูงสุด ซึ่งผิดหลักการในการจัดทำบริการสาธารณะเป็นอย่างมาก
จำได้ว่า สถานีไอทีวี ดำเนินการมาสักสองสามปี ก็พบตัวเลขที่คำนวณไว้ในการเสนอสัมปทาน มูลค่ามหาศาลนั้น ไม่สามารถเป็นจริงได้ เพราะเหตุว่า ยอดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่คำนวณโดยรัฐบาล และ บริษัทประมาณการ ผิดพลาดอย่างมาก ทำให้ยอดซื้อโฆษณา ฯลฯ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และตามมาด้วยการไม่มีเงินจะจ่ายค่าสัมปทาน
คำถามคือว่า ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าสัมปทานแล้ว รัฐจะดำเนินการอย่างไร ... รัฐมีทางออกครับ ตามหลักกฎหมายมหาชน คือ (๑) รัฐดำเนินกิจการนั้นเอง (๒) รัฐแก้ไขสัญญาให้สัมปทานได้ หรือ (๓) รัฐให้เงินอุดหนุนแก่องค์กรที่จัดทำบริการสาธารณะ เพื่อให้กิจการขององค์กรนั้น ดำเนินการต่อไปได้
ถามว่า ทำไม จะต้องอุดหนุนองค์กรที่เสนอหน้าเข้ามา แข่งขัน เสนอกันจะให้ตังค์แก่รัฐ แล้วไม่มีปัญญาให้ตามสัญญาด้วย .... คำตอบก็ง่าย ๆ ตามหลักการแห่งกฎหมายมหาชน และ การจัดทำบริการสาธารณะ คือ ...การจัดทำบริการสาธารณะจะต้องไม่ขาดตอน หยุดลง แม้แต่วินาทีเดียว ... ง่าย ๆ ไม่มีอะไรมาก
หลักการนี้ เป็นที่ยอมรับกันในประเทศฝรั่งเศส และเยอรมัน ที่กฎหมายมหาชน และกฎหมายปกครอง เจริญงอกงาม อย่างมากมาย ซึ่งประเทศไทย ก็ยอมรับหลักกฎหมายมหาชนเข้ามาในหลักกฎหมายของไทยอย่างมากเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อแน่ว่า ศาลปกครอง คงจะเข้ามาคุ้มครองกรณีสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี จะถูกสั่งปิดอย่างแน่นอน
หลักการนี้ ก็เป็นที่ยอมรับในสหรัฐอเมริกา เช่นกัน ตัวอย่างเช่น กรณี ๑๑ ก.ย. ที่ สายการบิน United Airline ได้ถูกกระบวนการก่อการร้ายถล่ม ทำให้สูญเสียเครื่องบิน และ ต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้เคราะห์ร้ายจำนวน รัฐบาลกลางก็เข้าสนับสนุนเงินให้แก่สายการบินแห่งนี้ด้วยเหตุผลกลาย ๆ ดุจเดียวกัน
จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลไทย จะเข้าสนับสนุนการดำเนินการของไอทีวี ในสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ แม้จะดูเป็นการขัดกันในผลประโยชน์ (Conflict of Interests) อย่างมาก แต่อาจจะเป็นเรื่องร้ายแรงในสายตาของ รัฐบาลทหาร ในยุค ขบถ ๒๔๔๙ นี้ .... ต้องยึดให้ได้ และ กลายเป็นเรื่องว่าจะหยุดให้บริการ .... เพราะคณะรัฐบาลขบถในยุคนี้ จะต้องสร้างความชอบธรรม ให้สม่ำเสมอในการยึดอำนาจ หรือ ปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชนชาวไทย ซึ่งยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้ไม่ทัน โง่งมงาย กับ ความชั่วช้าที่เกิดขึ้น .... คงจะต้องรอให้ประเทศไทยชิบหายเพราะพวกปล้นประชาธิปไตย ที่อ้างว่างรักชาติจนน้ำลายไหล ... จนหาทางเยียวยาไม่ได้เสียก่อน จึงจะรู้สำนึกกันเสียที ....
ได้ยินว่า แม้แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา ยังตีความโง่ ๆ เข้าข้างฝ่ายการเมืองที่ต้องการปิดการให้บริการสาธารณะนี้ เพื่อแก้แค้นทางการเมืองเท่านั้น .... อุบาทว์มากครับ ท่านคณะกรรมการกฤษฎีกา คุณไม่มีหลักจริยธรรมนักกฎหมาย เหลืออยู่เลยหรือ ... หรือคุณไม่เข้าใจหลักกฎหมายมหาชนง่าย ๆ ครับ
4 comments:
เป็นไปตามคาดหมาย ....ศาลปกครอง ต้องเข้ามาคุ้มครอง การดำเนินการของ สถานีไอทีวี อย่างแน่นอน อย่างที่กล่าวไว้ใน blog ที่แล้ว ตามหลักกฎหมายมหาชน แม้เอกชนที่เข้ามาดำเนินการ Public Service จะผิดสัญญา รัฐจะต้องใช้มาตรการที่ได้สัดส่วน คือ หลักประสิทธิภาพ หลักความจำเป็น และ หลักมาตรการที่ใช้จะต้องรุนแรงน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น กรณี การมีม๊อบ จะปราบอย่างไร ซึ่งอาจจะมีหลายวิธี เช่น โยนระเบิดใส่ม๊อบ ยิงปืนใส่ม๊อบ ฉีดแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำ ฯลฯ ซึ่งอาจจะได้ผลทั้งหมด และ โยนระเบิดใส่ อาจจะมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ถามว่าใช้ได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะ มันไม่ได้สัดส่วนกับเรื่องความจำเป็น และความรุนแรงน้อยที่สุด
เรื่อง ITV ก็เช่นกัน ถ้า ITV ผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าสัมปทนา .... ยึดคลื่นเขา แล้วเขาจะจ่ายตังค์ หรือ การได้อุปกรณ์ มูลค่า ๕๐๐ กว่าล้านบาท คุ้มกับค่าสัมปทานที่เสียไป หรือ ระหว่างไม่ยึด แล้วได้รับเงินรายปี มูลค่าหนึ่ง ที่มากกว่า ๕๐๐ ล้านบาท สำหรับการยึดอุปกรณ์ อะไรได้สัดส่วน คือ จำเป็นกว่ากัน ฯลฯ มีหลักคิดตั้งเยอะ แต่ ครม. เลือกที่จะไม่คิด การดำเนินการของ ครม. หากจะพิจารณาจริง ๆ จึงเป็นการกระทำผิด ตาม ป.อาญา ม. ๑๕๗ คือ มีเจตนาใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เพื่อกลั่นแกล้ง แม้จะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ใช้ในทางบิดผันเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น .... ผมว่า หมดอำนาจเมื่อไหร่ คงได้เห็นคนติดคุกกันระนาวครับ คุกไม่ได้มีไว้ขังหมาเท่านั้นหรอกครับ....เจ้านาย
-----------------------------------
รายงานข่าว จากศาลปกครองแจ้งว่า ล่าสุดศาลปกครองกลางมีมติให้ความคุ้มครองไอทีวียังสามารถออกอากาศต่อไปได้หลัง 24.00 น.คืนนี้ แม้ ครม.มติให้ยึดสัมปทานคืน
-----------------------------------
ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 13.25 น. วันนี้ (7 มี.ค.) นายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครอง พร้อมองค์คณะที่ 9 ได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนตัวแทนพนักงานไอทีวี และตัวแทนสมาพันธ์ประชาธิปไตย ในกรณีที่ร้องขอความคุ้มครองการออกอากาศของไอทีวี หลังเวลา 24.00 น.วันที่ 7 มี.ค. หลังจากนั้นได้ไต่สวนตัวแทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ถูกร้อง และการไต่สวนเสร็จสิ้นลงในเวลา ประมาณ 17.15 น. หลังจากนั้นคณะตุลาการได้เริ่มประชุมเพื่อมีคำวินิจฉัยต่อไป โดยคำวินิจฉัยออกมาเมื่อเวลา 21.20 น.ที่ผ่านมา
นายอัชฌา สุวรรณปากแพรก ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี หนึ่งในผู้ให้ข้อมูลสนับสนุนคำร้องของนายจตุรงค์ สุขเอียด ตัวแทนพนักงานไอทีวี ผู้ยื่นต่อศาลปกครอง เปิดเผยภายหลังจากการเข้ารับการไต่สวนว่า พนักงานไอทีวีได้ยืนยันถึงผลกระทบที่เกิดจากการระงับการออกอากาศว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุน และทำให้ธุรกิจชะงักงัน เพราะขณะนี้ไอทีวีมีผู้สนับสนุนโฆษณาที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และยังส่งผลกระทบต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เนื่องจากไอทีวีเป็นสื่อที่ให้ข้อมูลข่าวสาร 70 เปอร์เซ็นต์ และบันเทิงเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชน
นอกจากนั้น นายอัชฌา กล่าวว่า ทางทีมงานของไอทีวีมีความพร้อมที่จะทำงานภายใต้ชื่อ “ทีไอทีวี” ตามที่กรมประชาสัมพันธ์จะให้ดำเนินการ ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมมาระยะหนึ่งแล้วตามเจตนารมณ์ของนักสื่อสารมวลชน
รายงานข่าวแจ้งภายหลังการไต่สวนกรณีไอทีวีว่า เมื่อเวลา 21.00 น. คณะตุลาการศาลปกครองที่มีนายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครองกลาง เป็นตุลาการเจ้าของสำนวน ได้มีการประชุมหารือร่วมกับองค์คณะ ได้มีคำสั่งกำหนดมารตาการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนมีคำพิพากษาให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวีสามารถออกอากาศได้ต่อไป
โดยระบุว่า การที่รัฐจะยึดคลื่นยูเอชเอฟที่ได้ให้สัมปทานแก่บริษัทฯ ดังกล่าวคืน และให้ยุติการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีชั่วคราว ย่อมมีผลทำให้การจัดทำบริการวิทุยโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟตามที่สำนักปลัดฯ มีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องต้องหยุดชะงักลง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของพนักงาน และกลุ่ม น.พ.เหวง โตจิการ ผู้ฟ้องคดี รวมถึงประชาชนทั่วไปในอันที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ยากที่จะแก้ไขเยียวยาในภายหลัง
อีกทั้งหากศาลปกครองมีคำสั่งกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิจารณา ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ก็ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคในการบริหารงานของรัฐแต่อย่างใด กลับจะทำให้การบริการสาธารณะแก่ประชาชนสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก จึงมีคำสั่งให้สำนักงานปลัดฯ ในฐานะผู้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดให้มีบริการสาธารณะด้านกิจการวิทยุโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ ดำเนินการให้บริการสาธารณะดังกล่าว ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนตน และในนามของตนก็ได้ ตามแต่จะเห็นสมควร ทั้งนี้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
สรุปว่าพี่ไม่เห็นด้วยที่ปิดไอทีวีใช่ไหมครับ
แม่นแล้ว .... เพราะการดำเนินการ ตามนโยบายที่ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงตามกระแสความแค้น และการสร้างภาพ มันจะทำให้ ประเทศง่อนแง่น ไม่มีคนกล้ามาทำธุรกิจด้วย เปลี่ยนรัฐบาลปั๊บ ..... อาจจะถูกยึด อะไรทำนองนี้ ประเทศหายนะ แน่ๆ
ข้อมูลน่าสใจดีมากๆครับ
Post a Comment